เปรียบเทียบวิธีการสกัดน้ำมันด้วย ความเย็น , สารละลาย และ ความร้อน
โดย : Anthony J. O'Lenick Jr., Siltech LLC
 
ด้วยความต้องการสินค้าจากธรรมชาติ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเรือนร่างที่มาจากธรรมชาติมีความต้องการเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะส่วนผสมที่นำน้ำมันสกัดจากธรรมชาติเข้ามาใช้  ซึ่งอย่างไรก็ตามก่อนนำน้ำมันเหล่านั้นมาใช้ผู้ผลิตควรทำความเข้าใจถึงรูปแบบวิธีการที่จะนำมาใช้สังเคราะห์อย่างไร และ วิธีสังเคราะห์นั้นสามารถทำให้น้ำมันที่ได้เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร
 
ซึ่งการนำเทคนิควิธีการสังเคราะห์มาใช้ในการดึงน้ำมันออกจากเมล็ดนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สามารถสกัดเพื่อให้ได้ตัวน้ำมันเท่านั้น แต่มันรวมหมายถึงการสูญเสียสารที่มีคุณค่าบางอย่างในน้ำมันนั้นไปด้วย (เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น)
 
เทคนิคง่ายง่ายเพื่อให้ได้น้ำมันที่ได้รับความนิยมอย่าง การกดรีดนั่น น้ำมันที่สกัดได้จากส่วนของเมล็ดที่ผ่านกระบวนการกดรีดและกรอง จะสามารถเรียกเป็นน้ำมันบริสุทธิ์ได้ เพราะกระบวนการกดกรองนั้นไม่ใช้ความร้อน  ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า การสกัดเย็น  กระบวนการสกัดเย็นนี้จะทำให้คุณภาพที่น้ำมันพึงมีไม่หายไป  ซึ่งแตกต่างจากสกัดด้วยเทคนิคอย่างอื่น 
 
น้ำมันเมล็ดองุ่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถสกัดด้วยวิธีการสกัดเย็น ดังจะเห็นได้จากเอกสาร US Pat. 7,266,627 ได้ระบุไว้ว่า “ ในปัจจุบันนี้ได้มีข้อร้องเรียนให้ดำเนินการจัดเตรียมข้อบังคับวิธีการสกัดเมล็ดองุ่น ด้วยการสกัดเย็น  ในอาหารที่บริโภค , อาหารเสริม , วัตถุเจือป่นอาหาร , อาหารเพื่อสุขภาพ , อาหารสัตว์ , อาหารสัตว์เสริม ,เวชภัณฑ์ และ เครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันเมล็ดองุ่นสกัดเย็น ต้องระบุถึงวิธีการสกัด ตลอดจนการอ้างอิงถึงวัตถุ/สาร ที่ใช้สกัดนั้นด้วย 
 
ซึ่งข้อบังคับนี้จะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ไวน์และเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเมล็ดองุ่นที่สกัดเย็น และน้ำมันชนิดอื่นๆ ที่มี cyclic polyphenols และ สารที่ใช้ชนิดอื่น อันสามารถสกัดมาจากกระบวนการบดเมล็ดการร้องเรียนในเรื่องของการระบุวิธีการสกัดเย็นน้ำมันเมล็ดองุ่นนี้ ต้องบ่งชี้ถึงกระบวนการบดเมล็ดและสารผสมของตัวน้ำมันที่ได้มาด้วย 
 
บ่อยครั้งที่ความร้อนถูกนำมาใช้ในกระบวนสกัดหลังจากทำการกดรีดและกรองแล้ว ซึ่งนี้เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันที่ได้รับ แต่นั้นก็สามารถทำให้องค์ประกอบของน้ำมันเปลี่ยนไปทั้งรสชาติและกลิ่น  การนำสารละลายเข้ามาใช้ในกระบวนการสกัดจะทำให้ได้ปริมาณน้ำมันมากขึ้น ในกระบวนการนี้น้ำมันจะถูกละลายในสารทำละลายที่ไม่สลายน้ำ สารละลายจะทำการระเหยแล้วทิ้งน้ำมันออกมา โดยวัตถุดิบจะไม่ละลายเข้าไปในน้ำมัน ถึงแม้ว่ากระบวนการนี้จะให้ปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นเช่นกัน
 
การเลือกวิธีการสกัดที่เหมาะสมสำหรับใช้ในเครื่องสำอางนั้นจะขึ้นอยู่กับการนำไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) มาใช้เป็นส่วนผสมโดยเฉพาะ  ซึ่งถ้านำไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) มาใช้เพียงเพื่อต้องการน้ำมัน กระบวนการสกัดที่ใช้ก็จะมีความสำคัญเพียงเล็กน้อย  แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งรวมถึงการต้านอนุมูลอิสระ การเลือกวิธีการสกัดก็จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการสกัดด้วยสารละลายจะมีผลทำให้องค์ประกอบของน้ำมันที่ต้องการถูกกำจัดออกไป
 
น้ำมันสกัดเย็นให้ประโยช์นแก่ผู้ผลิตส่วนผสม เพราะสามารถนำเสนอส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติได้อย่างหลากหลาย ซึ่งสารธรรมชาติเหล่านั้นมักจะถูกกำจัดออกไประหว่างกระบวนการผลิต รวมถึงสารที่ก่อให้เกิดการต้านอนุมูลอิสระและการทำปฎิกริยาในด้านอื่นๆที่ต้องการด้วย 
 
ส่วนผสมนี้เคยมีการรับรู้มาก่อนว่าทำให้น้ำหอมคงทนได้ และ แน่นอนว่าเมื่อผสมกับออกซิเจนแล้วน้ำมันจะไม่อิ่มตัว น้ำมันสกัดเย็นนั้นมีลักษณะสีเข้ม ซึ่งนั้นอาจเป็นข้อเสียในการเป็นส่วนผสมบางอย่าง ผู้ผลิตส่วนผสมต้องพิจารณาที่ความต่างแตกของน้ำมันต่างๆที่มีและนำผลลัพธ์ที่ได้ที่ดีที่สุดหนึ่งในนั้นมาใช้
 
 
ที่มา: คอสเมติก แอนด์ ทอยเลอทรี้ ดอทคอม